ทำบุญ
มูลนิธิ
ถาวรวัตถุ
วัตถุมงคล
สำนักเรียน
กองงานบาลี
หนเหนือ
พระธรรมทูต
ธรรมจาริก
สมาคมศิษย์
สนง.พระพุทธศาสนา
กองบาลีสนามหลวง
กองธรรมสนามหลวง
กองงานพระธรรมทูต
มหาเถรสมาคม
กรมปศุสัตว์
วิพากษ์แนวคิด : พระพุทธศาสนาสำหรับโลกหลังยุคใหม่

วิพากษ์แนวคิด “พระพุทธศาสนาสำหรับโลกหลังยุคใหม่”

โดย : พระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโ ป.ธ.๙, Ph.D)

 

คำนำ

นิตยสารนิวสวีค ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๐๒ ตีพิมพ์บทความของพระอะกิซูกิ เรียวมิน วัย ๓๘ ปี ซึ่งเป็นพระหนุ่มแห่งนิกายเซนในญี่ปุ่น บทความนี้มีเนื้อหาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปพระพุทธศาสนา โดยท่านเรียวมินเขียนไว้ว่า

ข้าพเจ้าต้องการฟื้นฟูสาระแท้จริงแห่งเซน โดยการทำลายรูปแบบที่บีบรัดเซน และทำให้มีการสอนอย่างผิด ๆ ในหมู่อาจารย์

ข้อเขียนของอะกิซูกิ เรียวมินได้รับการสนับสนุนจากปราชญ์หลายท่าน เช่น ไดเซทส์ ไตตาโร ซูซูกิ ถึงขนาดมีคำกล่าวว่า “แม้จะต้องฆ่าพระทั้งหมดและเผาวัดทั้งหมด เพื่อนำเซนกลับมาให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งก็ยอม”

การออกมาเคลื่อนไหวทางความคิดอย่างนี้ของท่านเรียวมินและได้รับการสนับสนุนจากนักปราชญ์ปลายท่าน เป็นเครื่องบ่งบอกถึงอะไร? มองย้อนกลับไปเมื่อญี่ปุ่นเริ่มรับนับถือพระพุทธศาสนาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๐๙๕

ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของญี่ปุ่นคือ “ไอนุส (Ainus)” ผสมกับชนชาติที่อพยพเข้ามาจากจีน มองโกเลีย เกาหลี และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วัฒนธรรมทางความคิดดั้งเดิมของญี่ปุ่น คือ ศรัทธาในบรรพบุรุษและศรัทธาในธรรมชาติ

ญี่ปุ่นถือว่าดินแดนแห่งนี้เป็นแผ่นดินแห่งพระอาทิตย์รุ่งอรุณ (Land of Rising Sun) ปฐมเทพอิซานางิและเทพีอิซานามิ คือ ผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่ง ต่อจากนั้นจึงเกิดสริยเทพี “อะมะเตระสุ” โลกและปรากฏการณ์เป็นกิจกรรมของสุริยเทพี คือ อะมะเตระสุ ญี่ปุ่นรับวัฒนธรรมบางส่วนมาจากจีน มีจริยธรรมขงจื้อและพระพุทธศาสนาเป็นแกน โดยเฉพาะจริยธรรมขงจื๊อที่ว่าด้วยการเคารพบรรพบุรุษ (Filial Piety)

ประมาณ พ.ศ. ๙๑๕ พระพุทธศาสนาแผ่เข้าสู่ประเทศเกาหลี และประมาณ พ.ศ. ๑๐๘๘ กษัตริย์เกาหลีชื่อ “เชียง เมียง (Syong – Myong) แห่งปักเซ (Paiche) ซึ่งอยู่ในฐานเป็นเมืองที่สวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิกิมเมอิ (Kimmei) แห่งญี่ปุ่น ได้สร้างพระพุทธรูปสูง ๑๖ ฟุต ส่งไปถวายจักรพรรดิกิมเมอิพร้อมกับคัมภีร์พระพุทธศาสนาทำให้จักรพรรดิกิมเมอิพอพระทัยมาก จึงรับนับถือพระพุทธศาสนาตั้งแต่มา แต่ชาวญี่ปุ่นรู้จักพระพุทธศาสนามาก่อนหน้านี้แล้วเป็นเวลาหลายปี

สมัยพระนางซูอิโกะ (SuiKo) คองราชย์ ประมาณปี พ.ศ. ๑๑๓๕ – ๑๑๗๑ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก พระนางสละราชสมบัติออกบวชเป็นภิกษุณี (คำว่า NUN แปลว่า แม่ชี ก็ได้) ได้มอบภาระแก่พระเจ้าหลานพระนามว่า “อุมายาโดะ (Umayado)” ทำหน้าที่อยู่สำเร็จราชการแทน เจ้าชายอุมายาโดะนี้ ต่อมาได้รับการขนานพระนามว่า “โชโตกุ ไทชิ” พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์เป็นกวีเอก และเป็นนักการเมืองที่ปราดเปรื่อง พระองค์ได้ให้ความอุปถัมภ์พระพุทธศาสนามาก ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนาแบบญี่ปุ่น นอกจากนี้ ได้นำแนวคิดขงจื๊อที่ว่าด้วยเรื่องสวรรค์แผ่นดิน และมนุษย์มาสร้างอำนาจแห่งราชสำนัก นักประวัติศาสตร์หลายท่านถือว่า เจ้าชายโชโตกุนี่แหล่ะเป็นผู้สร้างอารยธรรมญี่ปุ่น พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น แบ่งเป็น ๖ ยุค ดังนี้

๑)     ยุคนารา                         ประมาณ พ.ศ. ๑๒๕๓ – ๑๓๒๗

๒)    ยุคเฮอัน                        ประมาณ พ.ศ. ๑๓๓๗ – ๑๗๒๘

๓)    ยุคกามากุระ                 ประมาณ พ.ศ. ๑๗๒๘ – ๑๘๗๖

๔)    ยุคหลังนิจิเรน             ประมาณ พ.ศ. ๑๘๔๓ – ๒๑๔๓

๕)    ยุคโตกุงาวา                  ประมาณ พ.ศ. ๒๑๔๓ – ๒๔๑๑

๖)     ยุคเมยี                           ประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๑ – ๒๔๕๕

 

พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นในอดีต มี ๖ สำนัก คือ

๑) กุษะ - Kusha

๔) ฮอสโซ – Hosso

๒)โยยิทสุ – Jojisu

๕) ริทสุ – Ritsu

๓) ซันรอน - Sanron

๖) เคกอน - Kegon

 

สังคมญี่ปุ่นผ่าร้อนผ่านหนาวมาหลายรูปแบบ และมีบริบทเชิงศาสนาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ รูปแบบของศาสนาญี่ปุ่นแม้จะเป็นพัฒนาการชั้นสุดท้ายแห่งพระพุทธศาสนาแบบตะวันออก ซึ่งถือกันว่ามีความทันสมัยก้าวหน้าไม่ตกยุค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นถูกจัดอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่งตลอดมา

ในยุคต้น พระพุทธศาสนาถูกโยงเข้ากับการเมือง ในยุคต่อมา ถูกโยงเข้ากับเศรษฐกิจ ปัญหาในปัจจุบันคือ พระพุทธศาสนาถูกกระแสเศรษฐกิจบีบรัดมาก การศึกษาพระพุทธศาสนาอาจลึกลงรายละเอียดบ้างในเชิงวิชาการ แต่ในเชิงปฏิบัติตามพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ธรรมเนียมในพระพุทธศาสนาดั้งเดิมยังมีความผิดเผินอยู่มาก

พระพุทธศาสนาหินยานในญี่ปุ่น ไม่ปรากฏเป็นหลักศรัทธาในชีวิตประจำวัน แต่ปรากฏในวงการศึกษาในมหาวิทยาลัยส่วนที่มีบทบาทในชีวิตประจำวัน คือ มหายานนิกายเซนซึ่งพัฒนาการต่อจากนิกายสุขาวดี (โจโด) นิกายมาธยมิกะ (ซันรอน) และนิกายโยคาจาร (ฮอสโซ) เซนจึงสอนเรื่อง “ศูนยตา” เช่นเดียวกันกับมาธยมิกะ และเน้นเรื่อง “จิต” เช่นเดียวกับปรัชญาโยคาจาร การเข้าฌานหรือสมาธิก็เพื่อที่จะให้ข้ามพ้นปัญหาอุปสรรค เข้าถึงสวรรค์แดนสุขาวดีซึ่งเป็นแดนเกษม ในขณะเดียวกัน สภาพจิตของผู้ปฏิบัติก็เข้าถึงสภาวะแห่ง “อัทวยะ” กำจัดทวิภาพระหว่างจิตกับวัตถุ

ด้วยจุดประสงค์และเป้าหมายสูงสุดอย่างนี้ ท่านเอไซแห่งนิกายรินไซนิยมใช้วิธี “โกอานและมอนโด” สนทนาโต้ตอบกันระหว่างอาจารย์กับศิษย์ หรือบางทีก็ใช้วิธีกระตุ้นให้เกิดความคิดหักเหหรือหักมุม ผลที่ได้รับคือกำจัดความคิดแบ่งแยกระหว่างเรากับเขาและสร้างอัชฌัติกญาณขึ้นมา

ส่วนท่านโดเกนแห่งนิกายโซโตะนิยมใช้วิธีซาเซน (วิธีแบบสติปัฏฐาน) “ซาเซน(Za – Zen) คือ การนั่งสมาธิพิจารณาภายในตน (Look inside) แต่ไม่ใช่การนั่งด้วยจิตใจที่ว่างเปล่าปราศจากการรับรู้อารมณ์ภายในและภายนอก ซาเซนคือการนั่งเงียบ ๆ ด้วยความหยั่งรู้สรรพสิ่ง แต่ไม่มีการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

ความหยั่งรู้นี้เกิดขึ้นโดยความคิดไม่แบ่งแยกระหว่างตัวเรากับโลกภายนอก ระหว่างจิตกับอารมณ์ เป้าหมายสูงสุดของวิธีซาเซน คือ การรู้แจ้งธรรมชาติที่แท้จริงแห่งสิ่งทั้งหลาย และค้นพบพุทธธาตุที่อยู่ในตนของแต่ละบุคคล ท่านกากุชิน ตั้งนิกายฟูเกะ และท่านอินเจน ตั้งนิกายโอบากุ มีจุดประสงค์เช่นเดียวกันนี่คือสาระแท้จริงแห่งพระพุทธศาสนาแบบญี่ปุ่น นักปราชญ์หลายท่านบอกว่า เป็นพัฒนาการขั้นสุดท้ายแห่งพระพุทธศาสนาตะวันออกส่วนพัฒนาการชั้นสุดท้ายแห่งพระพุทธศาสนาแบบอินเดีย คือ พระพุทธศาสนาในทิเบต

ถามว่า “ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงไหน ?” มีอยู่ ๒ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ

๑)     ญี่ปุ่นเป็นประเทศมีความเจริญอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยี ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในโลกยุคใหม่แล้ว แต่กำลังก้าวไปสู่ยุคแห่งโลกหลังยุคใหม่

๒)    อะกิซูกิ เรียวมิน เป็นพระในนิกายเซน ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ล่าสุดแห่งพระพุทธศาสนาสายโลกตะวันออก ปัจจุบันโลกตะวันตกรู้จักพระพุทธศาสนานิกายเซน และนิยมชมชอบมากที่สุดนับย้อนจากนี้ไป พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นเวลา ๔๔ ปี เซนยิ่งจะมีความทันสมัยล้ำยุคมากกว่าปัจจุบัน ถามว่า “เพราะเหตุไร ? จึงเกิดกระแสแนวคิดที่จะปฏิรูปพระพุทธศาสนานิกายเซน”

อะกิซุกิ เรียวมินคงมองเห็นสิ่งที่จะเป็นปัญหาในอนาคต ๓ ประการ คือ

๑) สังคมญี่ปุ่นเริ่มเหินห่างจากศาสนาออกไปเรื่อย ๆ

๒) มีนิกายศาสนาเกิดขึ้นในญี่ปุ่นมาก

๓) เซนแม้จะมีรูปแบบทันสมัย แต่ยังเน้นประเพณีนิยมแบบวัด สร้างกำแพงล้อมรอบตัวเอง ในขณะเดียวกันยังถูกบีบรัดโดยระบบเศรษฐกิจในบางกรณี ทำให้ละทิ้งสระดั้งเดิมของเซนไป

ทั้ง ๓ ประเด็นนี้ เป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับเซน ในการรักษาสถานะของตัวให้อยู่ได้ในสังคมเช่นญี่ปุ่น การล้อมกรอบตัวเองไว้ในกำแพง ในขณะเดียวกันก็ถูกกระแสเศรษฐกิจบีบรัด ทำให้เซนตกอยู่ในสภาพสังคมในสหัสวรรษใหม่นี้ หรือแม้จะปรับตัวได้ รูปแบบการดำเนินกิจกรรมอาจไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สังคมโดยรวมก็ได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนาที่ว่า “จงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก” โดยแม้จริงแล้ว พุทธศาสนิกไม่ได้รังเกียจหลักการทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นนิกายไหน แต่ท่าทีที่แสดงออกมาเกี่ยวกับการปฏิรูปนั้นเป็นความรู้สึกของแต่ละบุคคล

 

อะไรคือข้อจำกัดของพระพุทธศาสนาแบบเดิม ?

(๑)      พระภิกษุถูกมองว่าเป็นคนนอก (Outsider)

คำว่า “พระพุทธศาสนาแบบเดิม” ไม่ได้หมายถึงพระพุทธศาสนาดั้งเดิมในอินเดีย แต่หมายถึงพระพุทธศาสนารูปแบบเดิมในเถรวาท มหายาน หรือแม้กระทั่งตันตระ ที่เน้นรูปแบบวัด มีพระสงฆ์เป็นสัญลักษณ์ในด้านศาสนบุคคล มีวัดเป็นสัญลักษณ์ในด้านศาสนสถาน พระสงฆ์มีวิถีชีวิตแยกจากสังคม

ความจริง วิถีชีวิตที่แยกจากสังคมฆราวาสนี้ เป็นรูปแบบที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับภิกษุในสมัยพุทธกาล และไม่ได้กำหนดให้ใครต้องมาปฏิบัติ แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละบุคคล และเมื่อเข้ามาบวชเป็นพระ ปฏิบัติอยู่ในกรอบพระวินัยแยกตัวออกจากสังคมแล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้ประสงค์จะให้แยกตัวเองจากสังคมอย่างที่นักวิชาการปัจจุบันวิจารณ์กัน พระพุทธองค์ทรงประกาศเป็นอุดมการณ์พระพุทธศาสนาเลยว่า “พวกเธอจงจาริกไปแสดงธรรมเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชาวโลก” แต่กรอบที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้นี้กลับถูกบิดเบือน เพระสงฆ์ในยุคหลังเหินห่างจากสังคม ทำให้เกิดข้อวิจารณ์ว่าเป็นคนนอกสังคม

อะกิซูกิ เรียวมิน มองว่า ภารกิจของพระสงฆ์ในญี่ปุ่นในยุคของทานนั้น ในด้านสังคม จำกัดอยู่ในกรอบเกินไป ทำวัตรสวดมนต์เป็นผู้นำในการประกอบพิธีมงคลและอวมงคล จึงมีคำกล่าวว่า “ถ้าชาวบ้านไม่จัดงาน พระสงฆ์ก็ไม่มีงานทำ” ท่านเรียวมิน ไม่เห็นด้วยกับการจัดพิธีศพตามรูปที่จัดอยู่ในปัจจุบัน เพราะไม่ใช่ประเพณีที่สืบทอดมาจากพระพุทธศาสนาดั้งเดิม พิธีศพเป็นกิจกรรมไว้ทุกข์สำหรับบั้นปลายชีวิต จิตใจของสัมพันธชน อยู่ในภาวะไม่ปกติ เปลี่ยนแปลงได้ง่าย น่าจะถือโอกาสประกาศธรรมมากกว่าทุ่มเทให้กับการจัดพิธีกรรม พระสงฆ์ต้องหมกมุ่นอยู่กับการประกอบพิธีกรรม พลาดโอกาสที่จะประกาศธรรม

(๒)  พระภิกษุอึดอัดกับสถานะของตนที่สังคมมอบให้

ชาวมหายานโดยรวมมองเห็นว่า “พระพุทธดำรัสที่ว่า ถ้ามีความประสงค์จะถอนสิกขาบทเล็กน้อยบ้างก็ได้” เป็นการเปิดโอกาสให้พระสงฆ์ปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก มีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้วว่า วินัยหรือสีลสิกขาบทของพระภิกษุ ๒๒๗ ข้อ หรือของพระภิกษุณี ๓๑๑ ข้อ มีผลทั้งเชิงลบและเชิงบวก ถ้ารักษาดีไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย สีลสิกขาบทก็จะเป็นตัวเร่งให้บรรลุธรรมได้เร็วยิ่งขึ้น ถ้ารักษาไม่ดี มีความด่างพร้อยสีลสิกขาบทนั้นจะกลายเป็นอันตรายิกธรรม ขัดธรรมการบรรลุธรรมวินัยของพระสงฆ์จึงอยู่ในฐานะเป็นทั้งอุปกรณ์และอุปสรรคในขณะเดียวกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่ชาวมหายานโดยรวมมอง คือ รูปแบบพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้นั้น เหมาะสำหรับฤๅษีชีไพรที่จาริกอยู่ในแดนดงเท่านั้น ไม่เหมาะสำหรับนักบวชผู้ใกล้ชิดสังคมเช่นปัจจุบัน พระสงฆ์มีภาระต้องทำหลายอย่างในขณะเดียวกัน คือ

๑)     ดำรงตนเป็นปูชนียบุคคลให้พุทธบริษัทกราบไหว้

๒)    รักษาสีลสิกขาบท และปฏิบัติตามระเบียบธรรมเนียมสงฆ์

๓)    ปฏิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง

๔)    ประกาศธรรม อบรมสั่งสอนประชาชน

พระสงฆ์บางกลุ่มจึงรู้สึกอึดอัดกับสถานะของตน เพราะมีภาระหลายอย่างในขณะเดียวกัน ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎข้อบังคับหลายส่วน ที่ดูเหมือนจะแย้งกับธรรมชาติของสามัญชนเกิดภาวะหลอกตัวเองอย่างสุดโต่ง (Absolute Hallucination)

ข้อจำกัดเหล่านี้ แม้จะไม่ได้เป็นอุปสรรคโดยตรง แต่ไม่ได้เป็นอุปกรณ์โดยตรงเช่นกัน จะเป็นอุปสรรคหรืออุปกรณ์ขึ้นอยู่กับวิธีการประยุกต์ของแต่ละบุคคล การถูกยกให้อยู่บนหิ้งบูชาโดยปราศจากการเอาใจใส่จากคนที่ยก เหมือนกับการตั้งพระพุทธรูปไว้บนหิ้งโดยไม่ปราศจากการทำความสะอาดเช็ดถู แต่พระสงฆ์ไม่ใช่พระพุทธรูป การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมก็ดี การแสวงหาในสิ่งที่ตนประสงค์ก็ดี การต่อสู้กับอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ก็ดี เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ถ้ามีปัญหาในพฤติกรรมเหล่านี้ มนุษย์มีปัญหาแน่นอน

 

พระพุทธศาสนามหายานใหม่

พระพุทธศาสนาสำหรับโลกหลังยุคใหม่

               พระพุทธศาสนามหายาน ถือเป็นกระแสแนวคิดที่แปลกออกไปจากพระพุทธศาสนาดั้งเดิม ปราชญ์ฝ่ายมหายานนิยมที่จะมองและวิเคราะห์ทุกประเด็นที่พระพุทธเจ้าหรือพระสาวกรุ่นแรกสอนไว้ วิธีการมองโลกแบบมองต่างมุมสมควรถือเป็นแบบในการดำรงชีวิตอย่างยิ่ง เช่นวิธีการที่เรียกว่า “หนึ่งน้ำ สี่มุมมอง (One water, four ways of seeing)” สมมติว่ามีสายน้ำทอดยาวอยู่ข้างหน้า มนุษย์มองเห็นเป็นน้ำ เปรตมองเห็นเป็นน้ำหนองและเลือดปลามองเห็นเป็นที่อยู่อาศัย เทพธิดามองเห็นเป็นที่เต็มไปด้วยอัญมณีหลากชนิด

จุดเด่นของมหายานอยู่ที่การองปัญหา วิเคราะห์แล้วพัฒนาต่อ มีความกล้าในเชิงวิชาการ ในขณะเดียวกันก็ตั้งประเด็นแบบปลายเปิดตลอดเวลา มีคำถามเสมอว่า “แนวคิดมหายานมีความเป็นพระพุทธศาสนาจริงแท้ (Authenticity) หรือไม่เพียงไร ?”

                ปราชญ์ฝ่ายมหายานไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง แต่นิยมที่จะชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพัฒนาการแห่งคัมภีร์พระพุทธศาสนา นักวิเคราะห์มหายานบอกว่า คัมภีร์พระพุทธศาสนามีพัฒนาการ ๓ ยุค คือ

(๑) ยุคมุขปาฐะ ระยะการสืบทอดพระธรรมวินัยโดยระบบปากต่อปาก ผู้มีบทบาทสำคัญมี ๓ รูป คือ พระพุทธเจ้า พระอานนท์ และพระอุบาลี

(๒) ยุคพระสูตร ระยะการสืบทอดกพระธรรมวินัยโดยการรวบรวมร้อยเรียงเป็นพระสูตร ผู้มีบทบาทสำคัญมี ๓ รูป คือ พระมหากัสสปเถระ พระอุบาลี และพระอานนท์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ๓ เดือน พระมหากัสสปเถระเป็นประธานจัดปฐมสังคายนา ร้อยเรียงพระธรรมเทศนาเป็นพระสูตร รวบรวมพระวินัยเป็นหมวดหมู่

(๓) ยุควิชาการ ระยะการสืบทอดพระธรรมวินัยโดยการแต่งคัมภีร์พระพุทธศาสนา ผู้มีบทบาทสำคัญมี ๓ ท่าน คือ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ พระมัชฌันติกะ และพระมหาเทวะ

มหายานสนใจในประเด็นพัฒนาการแห่งคัมภีร์จากยุคที่ ๑ ถึงยุคที่ ๒ โดยตั้งข้อสังเกตว่า “ในระยะที่มีการรวบรวมร้อยเรียบพระธรรมวินัยขึ้นเป็นพระสูตรนั้น มีสาระสำคัญแห่งพุทธธรรมบางตอนสูญหายไปหรือไม่ ? พระเถระทั้งหลายแน่ใจได้อย่างไรว่า ไม่มีสาระสำคัญแห่งพุทธธรรมบางตอนหายไป ?” นี่เป็นประเด็นที่มหายานตั้งข้อสังเกตไว้ ต่อจากนั้น ปราชญ์มหายานจึงตอบคำถามเกี่ยวกับความเป็นพระพุทธศาสนาจริงแท้ ๒ ประเด็น ดังนี้

(๑)     แนวคิดมหายานเป็นพระพุทธศาสนาจริงแท้โดยธรรมชาติ สุภาษิตธรรมที่แท้ไม่ว่าจะประกาศโดยบุคคลใดก็ตามย่อมคงความเป็นสุภาษิตธรรม มหายานแม้จะแสดงแนวคิดใหม่ แต่ยังรักษาหลักการเดิมแห่งพระพุทธศาสนาไว้ แปลกกันแต่ว่าวิธีการแบบมหายานมีความหลากหลายไปตามบริบทของสังคม

(๒)  มหายานนำแนวคิดที่เป็นพระพุทธศาสนาจริงแท้ออกมาเผยแผ่แก่ชาวโลก นั่นคือ แนวคิดปรัชญาปารมิตา ซึ่งสูญหายไปในรคะหว่างการสืบทอดพระธรรมวินัยจากยุคมุขปาฐะถึงยุคพระสูตร พระพุทธศาสนามหายานแม้จะมีลักษณะแปลกแยกอยู่มากในเชิงศาสนา แต่ในเชิงวิชาการปรัชญาไม่ถือว่าเป็นลักษณะแปลกแยกสิ่งที่ถือว่าผิดปกติในเชิงวิชาการ คือ ความเหมือนกัน นักวิชาการ ถือว่าโลกและปรากฏการณ์มีลักษณะ (Appearance, Characters) แตกต่างกันโดยธรรมชาติ แต่ดำรงอยู่ใต้เพราะทุกอย่างมีภาวะ (Being, Essence) เหมือนกัน ความโดดเด่นของมหายานอยู่ตรงนี้ สรรพสัตว์มีพุทธภาวะเหมือนกัน สรรพสิ่งรวมอยู่ด้วยกันโดย เอกสัตยธรรมธาตุ โลกตั้งอยู่ได้เพราะสรรพสิ่งถูกร้อยรัดรวมกันไว้โดยเอกสัตยธรรมธาตุ

 

โลกของมหายานน่าสนใจ ประชาชนในสหรัฐอเมริกา หรือในประเทศยุโรปรู้จักพระพุทธศาสนนามหายานและรู้อย่างลึกซึ้งทั้งศึกษาและปฏิบัติกรรมฐานแบบมหายาน แต่ถ้าถามพวกเขาว่า “พระพุทธศาสนาเถรวาทคืออะไร ?” พวกเขาจะตอบว่า “พระพุทธศาสนาเถรวาท คือ พระพุทธศาสนาที่ฝ่ายพระมหากัสสปเถระและคณะประกาศเผยแผ่ เน้นวิธีการเฉพาะตัว เป็นพวกอนุรักษนิยม เรียกว่า พระพุทธศาสนาหินยาน การตอบอย่างนี้แสดงว่า เถรวาทหรือหินยานมีความเป็นกพระพุทธศาสนาไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่พระมหากัสสปเถระสอน โลกตะวันตกรู้มหายานมากกว่ารู้เถรวาท ความลึกซึ้งและความรุ่งเรืองของมหายานจึงโดดเดนในโลกตะวันตกตลอดมา แต่ในปัจจุบันมหายานก็ต้องมีการปรับตัว จึงเกิดแนวคิดในการสร้างมหายานใหม่ขึ้นมาก... (ยังมีต่อ)


เข้าอ่าน : 5097

บทความธรรมะ 5 อันดับล่าสุด
      พิธีขอบรรพชาอุปสมบท (แบบอุกาสะ)
      พระพุทธศาสนากับมังสวิรัติ : ท่าทีและแนวปฏิบัติ
      พระพุทธศาสนาในประเทศจีน
      สถานภาพของแม่ชี : กรณีศึกษาแม่ชีวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพ
      พระวินัย : กฎเกณฑ์และคุณค่าทางสังคม
Copyright © 2010 Until Now!! WatPaknam.ORG. All rights Reserved.